นิทานขั้วลบ : ลูกเจ้าเมือง กับ ลูกครึ่งอสูร
posted on 18 Aug 2009 18:05 by thor001นิทานนี้ผมคิดได้ตอนที่ผมดูละครเรื่อง "รุกฆาต" ตอนที่ผู้กอง กัลป์ โดนแสน ราชสีห์ ใส่ร้ายว่าฆ่าเจ้าสาวตนเอง และฆ่านายอำเภอองอาจ ซึ่งคิดๆ ดูแล้ว คนไทยมันก็แบบนี้จริงๆนี่หว่า อย่างคดีเชอร์รี่แอน ดันแคน ก็ใช่ คนประณามกันทั้งบ้านเมือง พอความจริงเปิดเผยไอ้พวกที่ว่าก็เงียบกริบ หรืออย่างปรีดี พนมยงค์ งี๊ โดนใส่ร้ายว่าคอรัปชั่น จะโค่นระบอบอะไรนี่แหละ (จำไม่ค่อยแม่น) โจมตีจนต้องเผ่นไปต่างประเทศ แล้วก็ตายที่นั่นเลย ซึ่งสืบดูก็รู้ว่าเรื่องที่ไปรุมด่า รุมประจานเขา มันแหลสดล้วนๆ
หวังว่าคงจะได้กระตุ้นต่อมสำนึกคนจำพวกหัวลูกโป่งได้เป็นอย่างดี และนิทานเรื่องนี้
ไม่เกี่ยวกับการเมือง
ณ เมืองแห่งหนึ่ง เจ้าเมืองได้มีลูกชายคนหนึ่ง
ลูกชายของเจ้าเมือง มีฝีมือดาบที่ยอดเยี่ยม
และลูกน้องฝีมือดีอีก 2 คน
ลูกชายของเจ้าเมืองคนนี้ มีนิสัยอันร้ายกาจ
เบื้องหน้าเขาจะทำตัวเป็นผู้คุ้มครองความสงบสุข แต่...
ภายใต้าหน้ากากนั้นกลับซ่อนความชั่วร้ายอันน่าขนลุกไว้
ตัวผู้ติดตามก็เลวร้ายไม่แพ้กัน
คนหนึ่ง เป็นคนมือถือสาก ปากถือศีล
อีกคนหนึ่ง เป็นเผ่าโจรป่า นิสัยป่าเถื่อน
อีกด้านหนึ่งของเมือง มีลูกครึ่งอสูรตนหนึ่ง
มีร่างกายแข็งแรงกำยำ มีปีกศิลาสีชาดแสดงถึงความน่าเกรงขาม
สามารถกวัดแกว่งดาบยักษ์ได้ราวกับขนนก
อสูรตนนี้มีหน้าที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องเมืองจากเหล่าทหารข้าศึก
เหล่าชาวเมืองต่างเลื่อมใสในฐานะ "อสูรอารักษ์"
วันหนึ่ง เจ้าเมืองถูกวางยาในแก้วไวน์ ซึ่งเจ้าเมืองกำลังดื่มในช่วงบ่าแก่ๆ
ลูกชายเจ้าเมืองได้ป่าวประกาศข่าวการตายของเจ้าเมืองว่า เป็นฝีมือของครึ่งอสูรปีกสีชาด
"อ้ายสัตว์นรกนั่น มันวางยาพ่อข้า"
ด้วยอิธิพลของลูกชายเจ้าเมือง ทำให้ชาวเมืองต่างสาปแช่งครึ่งอสูรนั้น
เหล่าทหารที่ เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับอสูรหนุ่มนั่น กลับหันคมหอกคมดาบเข้าหาเขา
ครึ่งอสูรนั้นไม่สามารถทำร้ายชาวบ้านได้ เพราะพวกเขาแค่ทำตามลมปากของลูกเจ้าเมือง
ทำให้ลูกครึ่งอสูรนั้นต้องระเห็จหนีตายออกจากเมือง
พ่อค้าอัญมณีผู้เป็นเพื่อนสนิทนั้นไม่เชื่อในสิ่งที่ลูกเจ้าเมืองบอก
เขาจึงได้ทำการสืบข่าวการตายครั้งนี้ แต่เขากลับพลาดท่าถูกจับได้
พ่อค้าอัญมณีถูกทำร้ายจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา
ลูกครึ่งอสูรได้หลบหนีการตามล่าของทหาร และชาวบ้านที่เกลียดแต้นเขา
คราที่ครึ่งอสูรจนมุม เขาได้รับความช่วยเหลือจากเผ่านาคา
แต่อสูรปีกศิลาปฏิเสธความช่วยเหลือของเผ่านาคาแล้วหาทางพิสูจน์ข้อกล่าวหาต่อไป
เผ่านาคจึงบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อค้าอัญมณีเพื่อนสนิทของอสูรตนนั้น
"สหายของเจ้าได้เสี่ยงชีวิตหาข้อพิสูจน์ให้เจ้าจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าคิดจะทำให้การเสียสละของเขาเสียเปล่างั้นหรือ"
ครึ่งอสูรตอบรับความช่วยเหลือของเผ่านาคา
โดยเผ่านาคา มีแผนที่จะทำให้พ่อค้าัอัญมณีฟื้นขึ้นมา
วันตัดสินมาถึง ครึ่งอสูรได้กลับมาที่เมือพร้อมกับทูตจากเผ่านาคา
ทันทีที่ชาวเมืองเห็นอสูรปีกสีชาดที่ถูกล้อมด้วยทหารคุ้มกันเมืองต่างพากันขว้างปาสิ่งของขับไล่
แต่ครึ่งอสูรไม่ได้สนใจการกระทำของชาวเมืองแม่แต่น้อย
แม้แต่ทูตจากเผ่านาคา ยังถูกหาว่าเป็นคนเบื้องหลังในคดีไปด้วย
เมื่อถึงลานกลางเมือง ครึ่งอสูรได้อธิบายเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น
"อ้ายเดรัจฉาน แกมันโกหก"
ชาวเมืองต่างทวีความรุนแรงขึ้นไป ทูตจากเผ่านาคาจึงได้พาตัวพ่อค้าอัญมณีมาอธิบายเรื่องนี้
"ข้าได้ยินมากับหู อ้ายลูกชายเจ้าเมือง มันวางแผนกับลูกน้องวางยาท่านเจ้าเมือง เพื่อหวังจะครองเมืองเอง"
เมื่อพ่อค้าอัญมณีอธิบายเรื่องทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ
"อ้ายอสรพิษ แกมันโกหก"
คราวนี้คนที่ถูกขว้างปาสิ่งของได้มีพ่อค้าอัญมณีกับทูตจากเผ่านาคาด้วย
ทูตนาคา จึงได้ท้าให้ลูกเจ้าเมืองมาอธิบายเรื่องนี้กับทุกคน
เมื่อบุตรเจ้าเมืองได้มาถึง ปฏิกิริยากลับตรงข้ามกับครึ่งอสูรเหลือเกิน
"ท่านบุตรเจ้าเมือง ถ้าท่านยังมีความสัตย์จริงอยู่ ท่านไม่อธิบายเรื่องเหล่านี้หน่อยหรือ?"
ทูตนาคา ท้าทายบุตรเจ้าเมืองให้พูดสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อบุตรเจ้าเมืองเปิดปากพ่นคำโป้ปด สิ่งที่ออกมากลับเป็น...
"ตัวข้านี้ เป็นคนวางยาพิษในแก้วไวน์พ่อข้า"
ตัวคนพูดเองแทบไม่เชื่อหู สิ่งที่เขาพูดกลับตรงข้ามกับที่เขาคิด
ชาวเมืองต่างฮือฮากับคำพูด ตัวบุตรเจ้าเมืองใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"สารภาพมาจนได้นะ คงไม่แปลกดอกที่ท่านไม่สามารถพูดได้อย่างที่คิด ข้าได้ส่งอสรพิษแอบวางยารีดความจริงในอาหารเช้าของท่านไว้แล้ว ยาของเผ่าข้าไม่มียาที่ทำให้คนโกหกได้ ที่ท่านพูดมาเมื่อครู่คือความจริงที่ท่านซ่อนไว้ทั้งหมด"
เหล่าทหารของเมือง ต่างกรูเข้ารวบตัวบุตรเจ้าเมือง
แต่กลับถูกสมุนของบุตรเจ้าเมืองจู่โจมกลับออกมา
ในเสี้ยววินาที กำปั้นของอสูรปีกศิลาชาด ได้พุ่งกระแทกร่างของทรชนทั้ง 3
ลูกชายเจ้าเมืองจับตัว และถูกตัดสินประหารชีวิตในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับลูกสมุน
เหล่าทหาร ขุนนาง และชาวเมืองต่างเข้ามาชื่นชม และสรรเสริญซึ่งต่างกับท่าทีตอนที่เขาเข้ามาในเมือง
โดยทั่วไปคนที่ถูกใส่ร้ายแล้วคลายข้อกังขาแล้ว ความสัมพันธ์จะกลับมาเหมือนเดิม
แต่นิทานนี้ไม่ได้จบเช่นนั้น
"อย่าแตะต้องตัวข้า ตัวข้า ไม่เคยรู้จักกับคนน่าสะอิดสะเอียนเช่นพวกเจ้า"
ครึ่งอสูร พูดใส่คนเหล่านั้นด้วยแววตาเย็นชา และท่าที่ขยะแขยง
จิตใจของครึ่งอสูรนั้น ถูกชาวเมืองทำร้ายจนยากที่จะเยียวยา
ครึ่งอสูรได้สะบัดปีกไล่คนที่ครั้งหนึ่งเขาได้คอยปกป้องและดูแล ซึ่งมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
พวกเขาได้สูญเสียบุคคลสำคัญต่อชีวิตไปเสียแล้ว
ด้วยการกระทำของพวกเขา ที่ทำตามลมปากของคนๆ เดียว
เมื่อเมืองนี้ ไม่มีด่านหน้า ไม่มีวีรบุรุษคอยปกป้อง
ไม่นาน เมืองๆ นั้นได้ถูกข้าศึกเผาทำลาย
กว่าที่พวกเขาจะสำนึกในสิ่งที่ทำไปเพราะความขลาดเขลาหูเบา
รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็ถูกเผาทั้งเป็นไปกับเมืองเสียแล้ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า - การตามกระแสลมปากของคนโดยไม่ไตร่ตรอง อาจทำให้สูญเสียสิ่งสำคัญไปโดยไม่สามารถประสานรอยร้าวได้
